แม่มด

แม่มด

แม่มด พ่อมด (Witch) เป็นวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่งของผู้ที่เชื่อมโยงตนเองกับโลกธรรมชาติ

พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่เจ้าของ เมื่อมีการนำประโยชน์จากธรรมชาติมาใช้ ก็ต้องรู้จักการคืนให้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งดุลยภาพ

คำว่าแม่มด พ่อมด ยังใช้เรียกบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับมนตราคาถา เป็นผู้ให้คำปรึกษา และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของหมู่บ้านและชุมชนด้วย

พวกเขามีความเป็นมายาวนานตั้งแต่กำเนิดอารยธรรมโลกแล้ว และลัทธิแม่มดยังถือเป็นศาสนาดั้งเดิมก่อนที่ศาสนาใด ๆ จะอุบัติขึ้น

เวลาเราอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ที่มีเซตติงเป็นสมัยบรรพกาล ในยุคนั้นผู้คนยังหวาดกลัวในพลังธรรมชาติ จึงต้องยอมศิโรราบให้แก่เหล่าเทพเจ้า และวิญญาณ

เพื่อป้องกันเหล่าเทพเทพีทั้งหลายจะพิโรธ ในทุกชนเผ่าจึงจำต้องมีแม่หมอพ่อหมอ หรือแม่มดพ่อมดประจำเผ่า เพื่อเป็นฑูตสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้น และนำสารมาเผยแพร่แก่คนในชุมชน

The Witch (Night Piece) แม่มด

(ภาพ The Witch (Night Piece) จารึกโดย ยาน ฟาน เด เวลเด (Jan van de Velde) ในปี ค.ศ. 1626 ภาพจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะคลีฟแลนด์)

ปกิณกะนักไสยเวท !

เรียกพวกเขาว่ายังไงดี ?

ในภาษาละติน มีคำว่า มาเลฟิการุม (Maleficarum) ที่ใช้เรียกแม่มด และคำว่า มาเลฟิกุส (Maleficus), มาเลฟิกา (Malefica) ที่ใช้เรียกพ่อมด

แต่หากต้องการเรียกรวมกันโดยไม่ระบุเพศ ก็สามารถใช้คำว่า มาเลฟิโกรุม (Maleficorum) ได้

ภาษาอังกฤษโบราณจะใช้คำว่า วิกคา (Wicca) เพื่อเรียกพ่อมด และใช้ วิชชี (Wicce) เรียกแม่มด

ส่วนคำว่า วิกคา (Wicker) เป็นภาษาเยอรมันโบราณ จะหมายถึง นักพยากรณ์ (Soothsayer)

คำว่า วิตช์ (Witch) เป็นภาษาอังกฤษที่มีมาแต่เดิมอยู่แล้ว หมายถึงแม่มด หรือนักไสยเวทสตรี และมีคำว่า วิซาร์ด (Wizard) กับ ซอร์เซอร์ (Sorcerer) ที่หมายถึงพ่อมด

ความจริงในอดีต วิตช์ (Witch) มีความหมายคล้ายบุคคลทางศาสนาผู้สูงส่ง มีหัวใจบริสุทธิ์ที่สามารถติดต่อกับจิตวิญญาณได้ มีจิตเมตตา ยึดมั่นในหลักจริยธรรม มีพลังเหนือธรรมชาติเป็นพรสวรรค์ ทำงานเพื่อปัดเป่าความเจ็บปวดหรือความทุกข์ยากให้แก่ผู้คน

หากแต่ หลังจากเกิดเหตุการณ์การล่าแม่มดในยุคกลางของยุโรป ผู้คนก็เริ่มมีอคติต่อแม่มด และมีภาพจำว่าพวกเขาคือตัวแทนของความชั่วร้าย โดยใช้เวทมนตร์เป็นอาวุธ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน วิตช์ (Witch) เป็นคำที่ใช้เรียกชาวไสยลัทธิได้ทั้งสองเพศ

พ่อมด แม่มด

แม่มดพ่อมดนับถือใคร ?

ความเชื่อและการนับถือเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล แม้แต่เหล่าพ่อมดแม่มดเองก็ยังนับถือบูชาในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • บูชาธรรมชาติ

พ่อมดแม่มดหลายตนแสดงความเคารพต่อธรรมชาติและโลกใบนี้อย่างลึกซึ้ง พวกเขาเชื่อมโยงวิถีชีวิตกับธรรมชาติ สังเกตวัฏจักรของฤดูกาล เชื่อถือฤกษ์ยามตามดวงดาว และพึ่งพิงพลังธรรมชาติจากดิน น้ำ ลม ไฟ

  • บูชาเทพและเทพี

พ่อมดแม่มดบางตนจะเลือกบูชาเทพหรือเทพีบางองค์เป็นสรณะสูงสุดของตนเอง ซึ่งเทพเหล่านั้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ ปัญญา ความรัก การรักษา เป็นต้น

และเทพหรือเทพีที่พวกเขาเลือกบูชา ก็ไม่ได้ยึดถือตามศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ พวกเขาอาจเลือกนับถือเทพเจ้าจากตำนานกรีก ตำนานอียิปต์ ตำนานฮินดู หรือเทวดาจากคริสต์ศาสนา พุทธศาสนา ก็ได้เช่นกัน

  • บูชาบรรพบุรุษและวิญญาณ

พ่อมดแม่มดบางตนก็มีความเลื่อมใสต่อบรรพบุรุษและจิตวิญญาณ บางครั้งพวกเขาก็ใช้พิธีกรรมทางเวทมนตร์เพื่อขอคำแนะนำหรือขอความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษด้วย 

เวทมนตร์คืออะไร ?

ในยุคโบราณ เวทมนตร์ (Witchcraft) หมายถึง ทักษะของผู้มีปัญญา (Craft of the wise)

เป็นศาสตร์อันก้าวหน้าและหลักแหลม เนื่องจากผู้มีปัญญาคือผู้ที่รู้จักสังเกตธรรมชาติ ทั้งปฏิบัติตามแนวทางธรรมชาติ และมีความรู้เกี่ยวกับยา สมุนไพร

เหล่าแม่มดพ่อมดต่างก็เรียนรู้จากธรรมชาติ พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่เจ้าของ เมื่อมีการนำประโยชน์จากธรรมชาติมาใช้ ก็ต้องรู้จักการคืนให้เช่นกัน

แม่มดพ่อมดนำความรู้จากการสังเกตธรรมชาตินี้มาปรับใช้เป็นศาสตร์ ควบคู่กับพิธีกรรมต่าง ๆ และเรียกรวมกันว่า ไสยเวท (หมายถึงลัทธิอันเนื่องด้วยเวทมนตร์คาถา) และใช้ไสยเวทในฐานะศาสนาที่แท้จริงของธรรมชาติและเทพเจ้า

ความจริงแล้วแม่มดพ่อมดปฏิบัติตนคล้ายกับนักนิเวศวิทยา พวกเขามองว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์โลก ผูกพันวิถีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมรอบกาย และชี้นำผู้คนให้ถอยห่างจากความชั่วร้าย

แม่มดพ่อมดไม่ใช่ลัทธิซาตาน (Satanism), ลัทธิปีศาจ (Devil), ทำคุณไสย (Black magic), ลัทธิวูดู (Voodoo), และเป็นหมอผี (Shamanist) ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีวิธีปฏิบัติบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน และถูกยึดโยงให้เกี่ยวพันกันก็ตาม

เวทมนตร์ศาสตร์แขนงต่าง ๆ

เวทมนตร์ศาสตร์ ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบหรือแนวทางการดำเนินชีวิตของแม่มดพ่อมด มีลักษณะแตกต่างกันไปตามจุดมุ่งหมายของที่เลือกศึกษา หรือยึดเป็นแนวทางปฏิบัติตน

เวทมนตร์ศาสตร์ของแม่มดพ่อมดนั้นมีหลายประเภท แต่จะขอยกตัวอย่างมาบางประเภทที่น่าสนใจ เผื่อใครที่กำลังสนใจจะศึกษาวิถีแม่มดพ่อมด ก็สามารถเลือกรูปแบบเวทมนตร์ศาสตร์ที่เข้ากับตนเองได้

วิกคา (Wicca)

แม่มดน้อย

วิกคาเป็นศาสนานอกรีตสมัยใหม่ (Pagan) ผู้ศึกษาศาสตร์นี้จะเรียกว่า วิกแคน (Wiccan) 

วิกคาเกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1950-1960) โดย เจอรัลด์ การ์ดเนอร์ (Gerald Brousseau Gardner (ค.ศ. 1884-1964)) และได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นที่ยอมรับ ดึงดูดเหล่าวิกแคนให้มาศึกษาศาสตร์นี้มากขึ้น ๆ

วิกคาเป็นศาสนาที่เน้นธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง สอนให้เคารพโลกและวัฏจักรของธรรมชาติ วิกแคนยังเชื่อเรื่องพลังในร่างกาย ผู้ที่ฝึกตนจะปลดปล่อยออรา (Aura) ออกมา และหากฝึกฝนจนสำเร็จ ยังสามารถถอดจิตได้ด้วย

คนทั่วไปเชื่อว่าแม่มดพ่อมดบินได้ หนึ่งในคำสารภาพของแม่มดที่ถูกจับตัวมาทรมานบอกว่า พวกนางเหินบินผ่านการถอดจิตออกจากร่างนี่เอง

แต่ถึงอย่างนั้น บางคนก็เชื่อว่าเป็นภาพหลอนที่เกิดจากการใช้สมุนไพรหลอนจิตบางชนิดของพวกแม่มดพ่อมดเท่านั้น

วิกแคนมักประกอบพิธีกรรมทางเวทมนตร์เพื่อเฉลิมฉลองตามวัฏจักรของธรรมชาติ เช่น ตามการโคจรของดวงจันทร์ และการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมที่ต้องร่วมเพื่อแสดงความเคารพต่อเทพและเทพีประจำศาสนา

ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้มักมีอุปกรณ์จำเป็นบางอย่าง ที่สืบทอดกันมาแต่ดั้งเดิม เช่น

  • ดาบ

มีไว้ขีดเส้นวงกลมแห่งเวทมนตร์

วงกลมนี้หมายถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ระหว่างโลกของเราและโลกของเทพเจ้า วาดขึ้นด้วยชอล์กหรือสี แต่ก็สามารถใช้ดาบวาด หรือนำอย่างอื่นมาทำเป็นเครื่องหมายง่าย ๆ บนพื้นหรือบนพรมได้

วงกลมอีกวงจะเขียนไว้ในอากาศด้วยมีดมนตร์ กว้างพอจะครอบคลุมสมาชิก โคเวน (Coven) ได้ทั้งหมด

โคเวน (Coven) หมายถึงการรวมกลุ่มของพ่อมดแม่มด คำนี้แพร่หลายในภาษาอังกฤษราวปี ค.ศ. 1921 ตามการเผยแพร่ของ มาร์กาเร็ต เมอร์เรย์ (Margaret Murray) ผู้ค้นคว้าประวัติศาสตร์แม่มด

โดยทั่วไปจะรวมกลุ่มกันไม่เกินสิบสามคน แต่ก็สามารถอนุโลมให้มีมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ ในยุคใหม่ยังพัฒนาเป็น ออนไลน์โคเวน (Online coven) ด้วย

  • มีด

ใช้สำหรับป้องกันปีศาจ

  • มีดด้ามขาว

ใช้ตัดสมุนไพรที่เรียกว่า ต้นฮีธ (Heath) มาทำไม้กวาด ที่ใช้กวาดวงกลมแห่งเวทมนตร์ให้สะอาด

  • คทา

ใช้ในการทำพิธีส่วนตัว เช่น ภาวนาถึง วิญญาณผู้พิทักษ์ (Spirit)

  • ดาวห้าแฉก หรือ หกแฉก (Pentacle)

เครื่องรางพกพาเพื่อปลุกเรียกมนตรามาปกป้อง ถือเป็นตัวแทนของ พลังทั้งห้า (Penta) คือ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และจิตวิญญาณ ตามความเชื่อเดิมของชาวอียิปต์

ส่วนเพนทาเคิลของโซโลมอน (Pentacle of Solomon) จะมีหกแฉก

  • ผอบ (ผะ-อบ)

เป็นพาชนะสำหรับเผาธูปกำยาน

  • เชิงเทียนสี่อัน

ใช้จุดประจำทิศ เหนือ, ใต้, ตะวันออก, ตะวันตก

  • แส้หวายผูกปม

แทนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความทุกข์

  • แถบด้าย

แทนสัญลักษณ์ของพันธนาการแห่งอำนาจ

พิธีกรรมของวิกคามักเกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางจิต การใช้สัญลักษณ์ เครื่องมือ และพลังงานธาตุ

เวทมนตร์ยิ่งเป็นส่วนสําคัญของวิกคา เพื่อแสดงความปรารถนา เพื่อการรักษา และสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

วิกแคนจะจดบันทึกประสบการณ์ทางเวทมนตร์ คาถา ความเชื่อ และหลักปฏิบัติเหล่านี้เอาไว้ในคัมภีร์ส่วนตัว เรียกว่า คัมภีร์แห่งเงา (Book of Shadows)

สุดท้ายนี้ วิกคาจะให้ความสำคัญกับความเต็มใจที่จะทำ ไม่หักโหมเกินไปจนฝืนใจและร่างกายของตนเอง ต้องรู้จักการรับผิดชอบต่อสังคม

และวิกแคนเชื่อใน กฎสามเท่า ที่หมายความว่า สิ่งใดก็ตามที่เราทำหรือพูดไปแล้ว จะสะท้อนกลับมาสู่ตัวเราคืนสามเท่าเสมอ

เวทมนตร์ศาสตร์ดั้งเดิม (Traditional Witchcraft)

แม่มดหมอผีประจำเผ่า

เวทมนตร์ศาสตร์ดั้งเดิม หมายถึง การศึกษาเวทมนตร์ตามแนวปฏิบัติดั้งเดิมในอดีต

ถือเป็นวิชาที่สืบทอดกันมาตามความเชื่อ ประเพณี และมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กับคติชนวิทยา

เวทมนตร์ศาสตร์ดั้งเดิมบางส่วน ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาค มุ่งเน้นที่การเชื่อมต่อกับวิญญาณบรรพบุรุษ และการทํางานร่วมกับพลังงานธรรมชาติ ในการประกอบพิธีกรรมทางเวทมนตร์ตามธรรมเนียมประเพณี เช่น ประเพณีผีฟ้า (ของชาวอีสาน), ประเพณีมะม็วด (แม่มดของชาวอีสานใต้) เป็นต้น

เวทมนตร์ศาสตร์ดั้งเดิมจะให้ความสําคัญกับการประกอบพิธีกรรม มีการร่ายมนตร์ ทํานาย ใช้สมุนไพร การสื่อสารทางจิตวิญญาณ และมีสื่อกลางเพื่อเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณตามรูปแบบเวทมนตร์พื้นบ้าน เช่น ดนตรี การร่ายรำ เป็นต้น

พิธีกรรมเหล่านี้ มักแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เกินขีดจำกัดของมนุษย์ อย่างบางคนที่ไม่เคยเต้นรำมาก่อน พอสื่อสารกับโลกวิญญาณ จู่ ๆ ก็ดันลุกขึ้นมาร่ายรำ หรือบางคนพูดภาษาต่างประเทศไม่เป็น แต่หลังจากเชื่อมต่อกับโลกลึกลับ ไม่ทันไรก็พ่นภาษาแปลก ๆ ออกมาซะยืดยาว

ทั้งนี้ พิธีกรรมของเวทมนตร์ศาสตร์ดั้งเดิม มักเป็นไปเพื่อการปกป้อง รักษา และแก้ไขความผิดพลาด

เวทมนตร์ศาสตร์ดั้งเดิม มักถูกมองว่าเป็นเวทมนตร์ที่สืบทอดกันผ่านสายเลือด หรือประเพณีครอบครัว ไม่ได้เผยแพร่เป็นความรู้สาธารณะ และพิธีกรรมทางเวทมนตร์บางอย่างก็สืบทอดแบบมุขปาฐะ เป็นความลับประจำตระกูล

เวทมนตร์ในห้องครัว (Kitchen Witchcraft)

แม่มดทำอาหาร

เวทมนตร์ในห้องครัว เป็นวิถีหนึ่งของแม่มดพ่อมดที่ผสมผสานการฝึกฝนเวทมนตร์เข้ากับกิจกรรมประจําวันในครัวเรือน

มีการใช้สมุนไพร การประกอบพิธีกรรมระหว่างทําอาหาร เพื่อเชื่อมต่อกับพลังงานวิเศษ และส่งเสริมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

แม่มดพ่อมดสายอาหารมักมีความรู้ลึกซึ้งด้านสมุนไพรและสรรพคุณทางยา พวกเขาจะใช้สมุนไพร เครื่องเทศ และส่วนผสมอื่น ๆ จากธรรมชาติมาปรุงอาหาร ทำชา ทำยารักษา

โดยยืมพลังวิเศษจากสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิดมาบำรุงร่างกาย เป็นหนึ่งในการแพทย์พื้นบ้าน

ดังนั้น การทำอาหารแต่ละครั้ง จึงราวกับการประกอบพิธีกรรมทางเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์

แม่มดพ่อมดสายอาหารจะให้ความสําคัญกับบ้านและเตาไฟ พวกเขามีแท่นบูชาในครัว อุทิศให้กับการทำงานของตนเอง

มีสัญลักษณ์ทางเวทมนตร์ และเครื่องมือวิเศษตกแต่งไว้เพื่อสร้างพลังงานบวก และประกอบพิธีกรรมระหว่างการเตรียมอาหารไปด้วย

พิธีกรรมอาจมีการใช้คาถา อัญเชิญเทพเจ้า หรือวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับเตาไฟและความอุดมสมบูรณ์มาอำนวยพร

พ่อมดแม่มดสายอาหารยังให้ความสนใจกับวัฏจักรของธรรมชาติ และฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน พวกเขาเฉลิมฉลองเทศกาลตามฤดู และทำสูตรอาหารตามจังหวะของธรรมชาติ

พ่อมดแม่มดสายอาหารยังเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ พวกเขาชอบปรับสูตรอาหารใหม่ ๆ ทดลองส่วนผสมตามสัญชาตญาณ และสร้างคาถากับพิธีกรรมของตนเองตามความชอบส่วนตัว

สิ่งสําคัญของการเลือกเป็นพ่อมดแม่มดศาสตร์นี้ คือไม่จำเป็นว่าเราจะต้องมีทักษะในการทำอาหารดีเยี่ยม ขอเพียงแค่มีความตั้งใจ มีสติ และเชื่อมั่นในพลังเวทมนตร์ของธรรมชาติ ที่จะช่วยเพิ่มพลังบวกและสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัว

เวทมนตร์แห่งสมุนไพร (Green Witch)

แม่มด สายเขียว

แม่มดพ่อมดสายเขียวเป็นหนึ่งในรูปแบบวิถีชีวิตที่ให้คุณค่าอย่างลึกซึ้งกับโลกธรรมชาติ สมุนไพร และความมหัศจรรย์ของพืชมากที่สุด เพื่อนำความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรเหล่านั้นมาใช้ในการฝึกฝนเวทมนตร์ 

แม่มดพ่อมดสายเขียวรักและเคารพโลกธรรมชาติอย่างแท้จริง พวกเขามองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหล่าพืช ต้นไม้ สัตว์ และองค์ประกอบต่าง ๆ ทางธรรมชาติเป็นศูนย์รวมของพลังงานที่มีมนตร์ขลัง

แม่มดพ่อมดสายเขียวมักใช้เวลาอยู่กลางแจ้งเพื่อเชื่อมต่อกับโลก ชอบทำสวน ปลูกดอกไม้ และพืชอื่น ๆ

พวกเขาถือว่าการทำสวนเป็นหนึ่งในการกระทำที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง มีพลังศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังประกอบพิธีกรรมเพื่อเป็นเกียรติ และเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณในสวนของตนเองด้วย

นอกจากนี้พวกเขายังชอบค้นหาแรงบันดาลใจผ่านความงามและภูมิปัญญาของธรรมชาติ มีวิถีชีวิตเชื่อมโยงกับการใช้สมุนไพรและพืชเพื่อการรักษา การใช้มนตราคาถา และเพื่อพิธีกรรมทางไสยเวท

แม่มดพ่อมดสายเขียวชอบศึกษาสรรพคุณทางยาของพืชชนิดต่าง ๆ รวมถึงคุณสมบัติทางเวทมนตร์ แล้วนำมาสร้างยารักษา หรือชาสมุนไพรได้เหมือนกับพ่อมดแม่มดสายอาหาร

แต่แม่มดพ่อมดสายเขียวสามารถสร้างยานำโชคจากสมุนไพร และคุณสมบัติทางเวทมนตร์ของพืชได้ด้วย

แม่มดพ่อมดสายเขียวจะเฉลิมฉลองตามวัฏจักรของธรรมชาติและฤดูกาล พวกเขาถือฤกษ์ยาม สังเกตดวงตะวันจันทรา และจัดเทศกาลตามฤดูให้สอดคล้องกับจังหวะธรรมชาติ

พวกเขาสร้างแท่นบูชาหรือทําพิธีกรรมกลางแจ้ง หรือเข้าร่วมพิธีกรรมตามธรรมชาติต่าง ๆ เพื่อเป็นเกียรติและเชื่อมต่อกับพลังของฤดูกาล

พวกเขาให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของธาตุต่าง ๆ ทั้งดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และวิญญาณ

โดยถือว่าธาตุเหล่านี้เป็นพลังพื้นฐานของธรรมชาติ โดยมีการสร้างสัญลักษณ์แทนธาตุต่าง ๆ ด้วย

แม่มดพ่อมดสายเขียวถือเป็นหนึ่งในเวทมนตร์ศาสตร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

พวกเขาตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของระบบนิเวศ จึงมุ่งมั่นที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติเพื่อดูแลรักษา ส่งเสริม และอนุรักษ์ธรรมชาติให้สวยงามอย่างยั่งยืน 

แนวทางของแม่มดพ่อมดสายเขียวนั้น สามารถยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามความสะดวกเหมาะสมของแต่ละบุคคล

พวกเขามีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์และอิสระ ไม่ยึดถือเทพเจ้าหรือพิธีกรรมใดเป็นหลักมั่น นอกจากพลังของพืชสมุนไพร

หากใครอยากศึกษาศาสตร์ธรรมชาติของเหล่าแม่มดพ่อมด แต่ไม่ชอบเรื่องการประกอบพิธีกรรมอะไรมากมาย หรือยึดถือเทพองค์ใดเป็นพิเศษ คุณก็เหมาะกับเวทมนตร์ศาสตร์สายเขียวนี้อย่างมากเลยค่ะ

นักเวทย์ผู้รักสันโดษ (Solitary Witchcraft)

พ่อมดพเนจร

แม่มดพ่อมดสายสันโดษ คือผู้ที่ฝึกเวทมนตร์ศาสตร์ด้วยตนเองผู้เดียว ชอบอยู่คนเดียวมากกว่ารวมกลุ่มกับสมาชิกในโคเวน

พวกเขาจะพัฒนาพิธีกรรม การปฏิบัติ และความเชื่อตามแบบฉบับของตนเอง ปรับแต่งเวทมนตร์ศาสตร์แขนงต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับความต้องการ ความสนใจ และจุดมุ่งหมายทางจิตวิญญาณส่วนตน

แม่มดพ่อมดสายสันโดษให้ความสำคัญกับอิสระอย่างมาก

พวกเขาชอบที่จะมีอิสระในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง อิสระในการปฏิบัติตน อิสระในการออกสำรวจ อิสระทางความเชื่อ และอิสระในการสร้างหรือประกอบพิธีกรรมตามสัญชาตญาณ โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์และประเพณีต่าง ๆ ที่กลุ่มจัดตั้งขึ้น

แม่มดพ่อมดสายสันโดษมักเดินทางตามเส้นทางของจิตวิญญาณที่ไม่เหมือนใคร โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากประเพณี ความเชื่อ และเวทมนตร์ศาสตร์ต่าง ๆ

พวกเขาอาจนำองค์ประกอบจากแหล่งอื่น ๆ เช่น นิทานพื้นบ้าน ตำนาน หรือพิธีกรรมของชนพื้นเมือง มาผสมผสาน และสร้างเป็นรูปแบบเวทมนตร์กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง ทำให้เวทมนตร์ของพวกเขามีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากแม่มดพ่อมดศาสตร์อื่น ๆ

แม่มดพ่อมดสายสันโดษเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเองมาก พวกเขาอาศัยประสาทสัมผัส ความรู้สึก และประสบการณ์ในการฝึกฝนเวทมนตร์ ตัดสินใจ และเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณ

โดยรวมแล้ว ศาสตร์แห่งความสันโดษจะมุ่งเน้นไปที่การค้นพบตนเอง รู้จักตนเองเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง เพื่อเชื่อมต่อกับพลังลึกลับและธรรมชาติรอบตัว

สมุนไพรและสัตว์เลี้ยงของแม่มดพ่อมด

แม่มดพ่อมดใช้สมุนไพรเพื่อรักษาผู้คนและเพื่อประกอบพิธีกรรมทางไสยเวท แม้ในอดีตตำราสมุนไพรเหล่านี้จะถูกเก็บเป็นความลับ แต่ในปัจจุบันได้ถูกเปิดเผยและถ่ายทอดไว้ในตำราทั่วไปแล้ว

นอกจากนี้ แม่มดพ่อมดยังมีสัตว์เลี้ยงประจำตัวเพื่อเป็นผู้รับใช้ พวกเขายังนำผลผลิตที่ได้จากสัตว์เลี้ยงมาเป็นส่วนผสมทางยาอีกด้วย 

ยกตัวอย่างพืชและสัตว์บางชนิดที่เหล่าแม่มดพ่อมดนำมาใช้งานกันโดยทั่วไป :

  • เบลลาดอนนา (Belladonna)
แม่มด

เป็นพืชมีพิษ ตำนานเล่าว่าเป็นพืชที่ปีศาจโปรดปราน ซาตานที่มักรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้ทำสวนเป็นงานอดิเรกจะเฝ้าดูเบลลาดอนนาทุกคืน

ยกเว้นคืนที่เรียกว่า คืนวัลเพอร์กิส (Walpurgis Night) ซึ่งเป็นเวลาที่ปีศาจจะเตรียมตัวเข้าร่วม พิธีซับบาธ (Sabbath) ของแม่มดพ่อมด

พิธีซับบาธ (Sabbath) คือ การรวมตัวหรือการประชุมกันของเหล่าแม่มดพ่อมดเพื่อประกอบพิธีกรรมทางเวทมนตร์ ในคืนสำคัญหรือคืนโอกาสเฉพาะ ณ พื้นที่เงียบสงบ หลีกเร้นจากสายตาผู้คน

ในพิธีซับบาธจะมีการร่ายเวทย์ ทำนาย แปลงร่าง มีการเต้นรำ สวดมนตร์ ดื่มกินฉลอง หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์และการสาปแช่ง เชื่อว่ามีการใช้สมุนไพร หรือวัตถุวิเศษอื่น ๆ ในพิธีด้วย

กล่าวกันว่า ในพิธีซับบาธเป็นช่วงเวลาที่เหล่าแม่มดพ่อมด จะสามารถเชื่อมต่อกับพลังเหนือธรรมชาติได้มากที่สุด  

ด้วยความสำคัญเช่นนี้เอง ชาวบ้านทั่วไปจึงถือเอาคืนวัลเพอร์กิส หรือช่วงเวลาที่ปีศาจต้องการความสงบมากที่สุดเพื่อเตรียมตัวสำหรับร่วมพิธีซับบาธ มาเป็นฤกษ์เก็บเกี่ยวเบลลาดอนนา

วิธีเก็บเกี่ยวคือต้องปล่อยไก่ดำออกมา เนื่องจากไก่ดำเป็นสัตว์ที่ปีศาจไม่ชอบ เมื่อเห็นไก่ดำ ปีศาจจะออกไปขับไล่ ถึงตอนนั้นผู้คนก็จะสามารถเข้าไปเก็บเบลลาดอนนาได้โดยไม่เป็นอันตราย 

ในยุโรปยุคก่อน ผู้คนยังใช้เบลลาดอนนามาทาตามตัวม้า เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้ม้ามีพลังเข้มแข็งขึ้นอีกด้วย

  • ต้นแมนเดรก (Mandrake)
ต้นแมนเดรก

เชื่อกันว่าแมนเดรกที่มีมนตร์ขลังที่สุด จะงอกอยู่ใต้ตะแลงแกงที่ประหารนักโทษ

แมนเดรกเป็นพืชที่มีรูปร่างแปลกประหลาด มีรากที่ดูคล้ายมนุษย์ตัวบิดเบี้ยว กล่าวกันว่ามีปีศาจตัวจิ๋วอาศัยอยู่ในนั้น

และการจับปีศาจก็ต้องใช้พลังมหาศาลและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากปีศาจจะไม่ยอมให้ถอนต้นออกมาจากพื้นดิน

เมื่อใดที่แมนเดรกถูกถอนออกจากดิน มันจะกรีดร้องทุรนทุราย ซึ่งเสียงของมันก็ดังมากพอจะทำให้คนที่ถอนรากออกมาเสียชีวิตได้เลย

เหล่าแม่มดพ่อมดจึงได้คิดค้นวิธีที่จะจัดการกับเสียงร้องของมันขึ้นมา

อันดับแรก คือต้องอุดหูด้วยขี้ผึ้ง ก่อนจะขุดรอบลำต้นจนกว่าจะเห็นรากโผล่ออกมา แล้วก็ใช้เชือกพันรอบลำต้นแมนเดรก ขณะปลายอีกข้างผูกไว้รอบคอสุนัข 

จากนั้นพวกเขาก็จะใช้อาหารล่อสุนัข เมื่อสุนัขกระโจนไปที่จานอาหาร ต้นแมนเดรกก็จะถูกกระชากขึ้นมา เชื่อกันว่าหลังจากนั้นปีศาจจะมาแก้แค้นด้วยการจับสุนัขกินเป็นอาหาร

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่แม่มดพ่อมดได้ต้นแมนเดรกมาไว้ในครอบครองแล้ว พวกเขาจะแช่รากแมนเดรกในไวน์ แล้วห่อด้วยผ้าไหม วิธีนี้จะทำให้ปีศาจที่อยู่ในรากสงบลง และยอมกลายเป็นที่ปรึกษาของแม่มดพ่อมด 

แต่มีเงื่อนไขที่แม่มดพ่อมดต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือไม่ว่ารากแมนเดรกจะดูบิดเบี้ยวไม่สวยงามมากเท่าไร ผู้ถือครองก็ต้องเก็บไว้เป็นความลับไม่บอกใครทั้งนั้น แล้วปีศาจตัวเล็กที่ซุกซ่อนอยู่ก็จะพึงพอใจ

  • ต้นเอลเดอร์ (Elder tree)
ต้นเอลเดอร์

ตำนานกล่าวว่า ต้นเอลเดอร์เป็นพืชที่มีพลังวิเศษในตัวเอง แม่มดพ่อมดมักจะมารวมตัวกันใต้ต้นเอลเดอร์ในคืนวัลเพอร์กิส และอาศัยมนตราธรรมชาติจากเอลเดอร์เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้สลายไป

เหล่าแม่มดพ่อมดยังใช้ประโยชน์จากกิ่งก้าน ใบ ดอก และผลเอลเดอร์เบอร์รีมาประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเพิ่มพลังให้การร่ายคาถาสำหรับปกป้อง รักษา และเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติด้วย

มีตำนานกล่าวว่า แม่มดพ่อมดบางตนจะแปลงร่างเป็นต้นเอลเดอร์เพื่อซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ต้นอื่น ๆ ในป่า หรือใกล้บ้านเรือน เพื่อสอดแนมสถานการณ์รอบด้าน

ดังนั้น ก่อนจะนินทาอะไรออกมา ลองสังเกตรอบ ๆ ตัวก่อนนะว่ามีต้นเอลเดอร์ยืนต้นอยู่แถวนั้นรึเปล่า

แต่ก็น่าคิดนะ ว่าแม่มดพ่อมดคงแปลงร่างเป็นพืชได้หลายชนิดอยู่ ฉะนั้น ไม่นินทาอะไรออกมาเลยจะดีกว่านะคะ

  • ต้นโอ๊ก (Oak)
ต้นโอ๊ก

ต้นโอ๊กเป็นต้นไม้ที่หยั่งรากลึก อายุยืน จึงเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีเวทมนตร์ลี้ลับ เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง อดทน สติปัญญา และมีสายสัมพันธ์กับเหล่าแม่มดพ่อมด

แม่มดพ่อมดมักจะมารวมตัวกันใต้ต้นโอ๊กในคืนสำคัญ เพื่อจัดพิธีกรรมต่าง ๆ พวกเขาเชื่อว่าอำนาจวิเศษของต้นโอ๊กจะช่วยเพิ่มพลังมนตราให้พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

  • ต้นวิลโลว์ (Willow)
ต้นวิลโลว์

มีความเชื่อว่าต้นวิลโลว์มีอำนาจลึกลับที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ความลุ่มหลง ความโศกเศร้า และเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังเชื่อมต่อกับมิติลี้ลับได้

ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็มีผลมาจากรูปร่างของต้นวิลโลว์ที่มีกิ่งก้านยาว ใบปรกหนาจนดูคล้ายกับกำลังร้องไห้ มองดูแล้วก็ทั้งสง่างาม ลึกลับ และเศร้าสร้อย 

ตำนานกล่าวว่าแม่มดพ่อมดจะอาศัยอำนาจศักดิ์สิทธิ์จากส่วนประกอบต่าง ๆ ของต้นวิลโลว์มาประกอบพิธีกรรม เพื่อเชื่อมต่อกับโลกวิญญาณ ทั้งส่วนกิ่ง ก้าน ใบ และใช้ร่มเงาเป็นที่พักพิงเพื่อรับมือกับอารมณ์ของตนเอง

  • ต้นกัญชา (Cannabis)
ต้นกัญชา

ต้นกัญชาเป็นพืชลวงจิตที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และใช้ในจุดประสงค์ต่าง ๆ อย่างแพร่หลายทุกภูมิภาค ทั้งทางยา ทางพิธีกรรม และทำเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น

กล่าวกันว่าผู้ที่ค้นพบพืชชนิดนี้คือเหล่าแม่มด ในฐานะหมอยาประจำชุมชน

กัญชาอุดมไปด้วยสารอัลคาลอยด์ที่ทำให้มึนเมา จนทำให้คิดไปว่าตนเองเหาะเหินอยู่ในหมอกควันได้ และน้อมนำให้เกิดสภาวะฌาน จึงถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดในยุคล่าแม่มด

ประทั่งในปี ค.ศ. 1484 สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 5 (Innocent V) ได้ประกาศโองการสั่งห้ามครอบครองและใช้กัญชา ด้วยเหตุผลว่า ‘เป็นพืชของปีศาจ !’

ความเชื่อเช่นนี้สร้างความลำบากให้แม่มดไม่น้อย ดังเช่นกรณีของ โจน ออฟ อาร์ก (Joan of Arc) วีรสตรีของชาวฝรั่งเศสผู้นำทัพต่อต้านศัตรูของชาติ ก่อนนางจะต้องโทษประหารด้วยการถูกเผาทั้งเป็นในปี ค.ศ. 1430 

โจน ออฟ อาร์ก ถูกคริสตจักรกล่าวหาว่าเสพกัญชาหรือสมุนไพรของแม่มด ‘เพื่อให้ได้ยินเสียงจากพระเจ้า’ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาล่วงเลยไป คริสตศาสนิกชนกลับยกย่องให้เธอเป็นนักบุญ

  • แมว
แมว

แมวเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับแมวเคยและยังคงเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ มันเป็นสัตว์ลึกลับ ปรากฏอยู่ที่มุมห้องเพียงครู่ก็หายไป แล้วโผล่มาอยู่ในอีกห้องหนึ่งราวกับผี

แมวทำให้ผู้คนหวาดกลัว บางคนถึงขั้นไม่อยากอยู่ร่วมกับแมวในห้องตามลำพัง ไม่อยากเห็นลูกตาที่เป็นเสี้ยวเล็ก ๆ ในตอนกลางวัน และกลายเป็นตากลมสว่างเรืองรองราวดวงจันทร์ในตอนกลางคืน

ผู้คนจินตนาการไปว่าแมวมองเห็นอนาคตได้ พยากรณ์อากาศได้ ถ้ามันเล่นแบบดุดันแสดงว่าจะมีลมแรง หากนั่งผินหลังให้ดวงไฟแสดงว่าอากาศเย็นกำลังจะมา หากทำความสะอาดหูอย่างพิถีพิถันแปลว่าฝนใกล้จะตก

แมวที่น่ากลัวที่สุดคือแมวดำ เชื่อกันว่าเป็นแมวของซาตาน ในยุคกลางผู้คนจะฆ่าแมวด้วยความเชื่อว่ามันคือปีศาจ หนึ่งในข้อหาที่คริสตจักรยัดเยียดให้ อัศวินเทมพลาร์ (Knights Templar) ว่าเป็นพวกนอกรีต ก็เพราะพวกเขานับถือแมวดำ

  • แพะ
แพะ

มีส่วนเกี่ยวข้องกับไสยลัทธิยิ่งกว่าแมวเสียอีก เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปสู่ยุคโบราณ ณ เผ่า พาเลนทิด (Palentid) ในประเทศกรีช

พวกเขาอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากแพะ เป็นแพะศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า แพน (Pan) เป็นเทพเจ้าที่มีเขาและเท้าเป็นกีบ พระองค์เป็นหนึ่งในเทพสำคัญของไสยลัทธิ

ตำนานสมัยกลางเล่าว่าปีศาจเป็นผู้สร้างแพะขึ้นมา แม้แต่ซาตานเองก็ยังปรากฏกายเป็นแพะมีเขา (Horn Goat)

หรือบางครั้งก็แปลงร่างเป็นแพะสามเขา ซึ่งเขากลางจะใช้เป็นดวงไฟ เพื่อมาร่วมพิธีชับบาธของแม่มด

  • กระต่ายป่า (Hare)
กระต่ายป่า

กระต่ายป่าเป็นสัตว์ที่เงียบ บางครั้งก็อยู่ตัวเดียว แต่บางครั้งก็รวมฝูง ทั้งยังชอบทำกิจกรรมแปลก ๆ ที่ดูเหมือนกับกลุ่มคนกำลังชุมนุมกัน

กระต่ายป่าสามารถยื่นบนขาหลังคล้ายคน บางครั้งก็ส่งเสียงแปลก ๆ คล้ายเสียงคร่ำครวญเหมือนคนร้องไห้ ทำให้ผู้คนที่ได้ยินรู้สึกสับสน

พฤติกรรมเช่นนั้นชวนให้คิดไปว่า ยามกลางคืนแม่มดคงจะแปลงร่างเป็นกระต่ายป่ามาเดินท่อม ๆ มอง ๆ เพื่อหลบเร้นสายตาผู้คน

กระต่ายป่าชอบขโมยนมและอาหาร ทำลายพืชผัก คนทั่วไปจึงเข้าใจว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด เป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้ายที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อพบเห็น

หากกระต่ายป่าวิ่งตัดหน้า เชื่อว่าเป็นลางร้าย บ่งบอกว่าเขาคนนั้นกำลังอยู่ในอันตราย

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความเชื่อตรงกันข้าม ว่าการพกเท้ากระต่ายป่าจะนำโชคดีมาให้ และความเชื่อทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้มีเหตุผลใดมารองรับ

  • แมงมุม (Spider)
แมงมุม

สัตว์ตัวเล็กที่มีใยแสนน่าทึ่ง แต่ก็เป็นสัตว์ที่ดูน่ากลัวและมีพิษร้าย มันล่าเหยื่อในความเงียบ และอยู่ในรายชื่อสัตว์เลี้ยงของแม่มด

กล่าวกันว่าแมงมุมสามารถจู่โจมบ้านคนตามคำสั่งของแม่มดได้ เมื่อไปไหนมาไหนก็สามารถซ่อนตัวอยู่ในเสื้อผ้าของแม่มด และพูดคุยกับนางขณะทำภารกิจ บางครั้งก็ให้คำแนะนำแก่นางด้วย

แม่มดผู้เชื่อในโชคลางใช้แมงมุมเป็นสัญญาณบ่งชี้ชะตากรรมของชีวิต เช่น

หากพบแมงมุมเกาะอยู่บนเสื้อคลุม จะเป็นสัญญาณว่าวันนั้นคือวันที่สดใสมีความสุข

หากแมงมุมคลานอยู่บนร่างกายคน แสดงว่าผู้นั้นจะมีโชคประดุจฝนทองคำร่วงหล่นจากสวรรค์

หากเกาะอยู่บนกองเสื้อผ้า แสดงว่าเงินทองจะไหลมาเทมา หากแมงมุมถูกเหยียบ แสดงว่าฝนจะตก

การฆ่าแมงมุมจะนำโชคร้ายมาให้ ชาวคริสต์เชื่อว่าแมงมุมเป็นสัตว์มีบุญคุณ เนื่องจากครั้งหนึ่งมันเคยชักใยหุ้มพระเยซูไว้เมื่อครั้งเป็นทารก เพื่อปกป้องมิให้ศัตรูมองเห็น

หากเดินไปปะทะใยเมงมุม เป็นสัญญาณว่าวันนั้นจะได้พบเพื่อน หากมีน้ำค้างอยู่บนใยแมงมุมในตอนเช้า แสดงว่าวันนั้นอากาศดี

ในไทยเราก็มีความเชื่อเกี่ยวกับแมงมุมเหมือนกันนะคะ

โบราณกล่าวว่า ยามใดที่แมงมุมตีอกกับผนังบ้าน จะหมายถึงลางร้ายที่กำลังจะเกิดในบ้าน หรือกับคนในบ้าน อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

  • อีกา (Crow)
อีกา

เชื่อกันว่าเป็นพวกเดียวกับแม่มด ชาวบ้านในยุคกลางมองว่าเป็นสัตว์น่ารังเกียจด้วยเหตุผลบางประการ

แม้ความจริงแล้วอีกาจะเป็นนกสีดำที่มีขนเงางาม ทรวดทรงสะโอดสะองก็ตาม

อาจเป็นเพราะมันร้องเสียงห้าว แทนที่จะร้องเพลงเพราะอย่างนกชนิดอื่น ๆ ทั้งยังเป็นจอมขโมยพืชผลของเกษตรกร ชาวบ้านจึงคิดว่าอีกาเป็นสายลับของแม่มด

เหมือนที่ปรากฏในภาพยนตร์ อีกามักบินไปทุกหนแห่งในยามกลางวัน เพื่อเก็บข่าวไปบอกแม่มดในยามกลางคืน

ทั้งสามารถบินตามแม่มดไปร่วมในพิธีชับบาธ หากมนุษย์คนใดเลี้ยงอีกา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาคนนั้นต้องเป็นแม่มดอย่างแน่นอน

ความจริงแต่เดิมนั้น เชื่อกันว่าอีกาเป็นผู้ส่งข่าวของเทพเจ้า ต่อมามองว่าเป็นเครื่องหมายของความโชคร้ายและความตาย ทั้งเป็นสัตว์แห่งคำสาปและคำทำนาย เสียงร้องของมันถูกแปลความว่าเป็นคำเตือนหรือคำพยากรณ์

ในแคว้นเวลส์ของอังกฤษ ผู้คนมีธรรมเนียมขยับหมวกเมื่อเห็นอีกา ในสก๊อตแลนด์เชื่อว่าแเม่มดสามารถแปลงกายเป็นอีกาได้

และเนื่องจากอีกาเป็นนกที่ฉลาดและมีไหวพริบมาก จึงถูกมองว่าเป็นสัตว์ฉลาดแกมโกง ในนิทานจึงมักเขียนให้อีกาเป็นตัวร้ายเสมอ

  • สุนัขจิ้งจอก (Fox)
สุนัขจิ้งจอก

ในหลายวัฒนธรรม สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่อว่ามีพลังเวทมนตร์ ตำนานพื้นบ้านบางแห่งมองว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของเล่ห์กล ความหลักแหลม มีไหวพริบ ตะกละ และตีสองหน้า ทั้งมีความสามารถในการแปลงร่างด้วย 

ในยุคโบราณ ผู้คนให้ความนับถือว่าสุนัขจิ้งจอกเป็นจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ กระทั่งเป็นเทพเจ้า

แต่เมื่อมาถึงยุคของคริสตศาสนา เทพเจ้าเหล่านั้นได้กลายเป็นตัวแทนของความชั่วร้าย

สุนัขจิ้งจอกที่มีขนสีแดงจึงถูกประณามว่าเป็นสัตว์แห่งปีศาจ ผู้คนรังเกียจว่าเป็นตัวแพร่โรคร้ายให้กับมนุษย์และสัตว์เลี้ยง จึงถูกมองในแง่ลบเรื่อยมา

  • นกฮูก (Owl)
นกฮูก

ในตำนานกรีกโบราณ นกฮูกเป็นสัตว์ที่เทพีอธีนาโปรดปรานมาก มันจะเกาะไหล่ของนางขณะนางเดินไปไหนมาไหนอยู่เสมอ ทำหน้าที่ช่วยไขปริศนาอันมืดมนให้กับเธอ นกฮูกจึงได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์

มีตำนานมากมายเกี่ยวกับนกฮูกจากทั่วโลกทั้งด้านดีและด้านร้าย เช่น กองทัพกรีกเชื่อว่าหากเห็นนกฮูกบินอยู่เหนือกองทัพ นั่นเป็นสัญญาณว่าพวกเขาจะได้รับชัยชนะ

ในตำนานของชาวอัฟกานิสถาน นกฮูกมอบหินและเหล็กให้กับมนุษย์เพื่อจุดไฟ มนุษย์จึงมอบขนให้มันเป็นสิ่งตอบแทน

ในแอฟริกากลาง นกฮูกเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มดแห่งเผ่าบันตู

ในแอฟริกาตะวันตก เชื่อว่านกฮูกนำความป่วยไข้มาให้แก่เด็ก ๆ

ขณะเผ่าซูลูในแอฟริกาใต้ ถือว่านกฮูกเป็นนกของแม่มด

ในโลกอาหรับนกฮูกคือลางร้าย เป็นวิญญาณปีศาจที่มาขโมยเด็กในรัตติกาล

ชาวเชลต์เชื่อว่านกฮูกคือตัวแทนจากยมโลก

ในอีธิโอเปีย หากนักโทษจะถูกนำตัวไปยังโต๊ะที่วาดภาพนกฮูกเอาไว้ นั่นแปลว่าเขาต้องถูกประหารอย่างแน่นอน

ในไอร์แลนด์ เมื่อนกฮูกบินเข้าบ้านจะต้องฆ่ามันทิ้งทันที เพราะหากปล่อยให้จากไป มันจะนำโชคดีของบ้านติดตัวไปด้วย

นี่เป็นเพียงความเชื่อเกี่ยวกับนกฮูกบางส่วนจากทั่วโลกเท่านั้น ยังมีอีกหลายความเชื่อของแต่ละประเทศที่น่าสนใจ และทุกคนสามารถไปลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกนะคะ

การล่าแม่มด

จุดเริ่มต้นของการล่าแม่มด

แม้มีการล่ากลุ่มนอกรีตในช่วงต้นของยุคกลาง แต่ความจริงแล้วคริสตจักรไม่ได้เจาะจงจะปราบปรามแม่มดมาตั้งแต่ต้น

พวกเขามองว่าแม่มดเป็นความเชื่อพื้นบ้านของผู้คนในท้องถิ่น เป็นศาสนาดั้งเดิมของโลก ทั้งพยายามใช้วิธีประนีประนอมเพื่อค่อย ๆ เผยแผ่อิทธิพลของคริสตศาสนาไปสู่สังคม

แต่ว่าสิ่งที่คริสตจักรสั่งห้ามอย่างแท้จริง ก็คือเวทมนตร์และไสยลัทธิต่างหาก แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในยุคนั้น

และนำมาใช้ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ระหว่างการไต่สวนด้วย เช่น ดำน้ำ, ลุยไฟ, การอ้างว่าถูกปีศาจครอบงำให้ก่ออาชญากรรม เป็นต้น

ถึงอย่างนั้น ในบัญญัติสงฆ์ที่เรียกว่า ‘แคนอน อีพิสโคพี (Canon Episcopi)’ ที่บัญญัติขึ้นราวปี ค.ศ. 900 ก็ได้ระบุไว้ว่า

ไสยลัทธิและเวทมนตร์เป็นเพียงภาพลวงตา ผู้หลงเชื่อคือผู้ถูกหลอกลวงโดยปีศาจผ่านความฝันและในทัศนคติ

ทั้งอ้างว่าใครก็ตามที่เชื่อว่าแม่มดบินได้ เขาคือผู้ป่วยจากความเข้าใจผิด

Canon Episcopi

(บัญญัติสงฆ์ ‘แคนอน อีพิสโคพี (Canon Episcopi)’ ที่บัญญัติขึ้นราวปี ค.ศ. 900)

ฟังดูแล้ว คริสตจักรก็มีความย้อนแย้งในตัวเองสูงเหมือนกันนะคะ ยิ่งตอนทรมานคนที่สงสัยว่าเป็นแม่มดแล้ว จะเห็นเลยว่าพวกเขาใช้วิธีน่ากลัวชนิดที่ว่า ต่อให้เป็นผู้บริสุทธิ์ก็ขอยอมตายไปเลยดีกว่า

ทั้งจับกดน้ำ ทรมานด้วยเครื่องมือหฤโหด เผาทั้งเป็น… ฉันอ่านแล้วค่อนข้างสะเทือนใจมาก ๆ 

เพราะพวกเขาใช้วิธีที่อ้างอิงจากหลักไสยศาสตร์ ว่าแม่มดต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ระหว่างถูกทรมานไต่สวน ขณะที่ปากบอกว่าไม่ยอมรับไสยศาสตร์ทั้งปวง 

Chroniques de France ou de Saint-Denis

(ภาพการประหารชีวิตผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เวทมนตร์ จากหนังสือ ‘Chroniques de France ou de Saint-Denis’, ค.ศ. 1332-1350)

หากเรียบเรียงไทม์ไลน์ (Timeline) ของการล่าแม่มดดู ฉันพบว่า เดิมทีคริสตจักรก็ต่อต้านกลุ่มแม่มดอยู่แล้ว ในฐานะความเชื่อดั้งเดิมที่แข็งขืนต่อศาสนา

ส่วนแม่มดเองก็ต่อต้านคริสตศาสนาที่พยายามให้พวกเธอละทิ้งความเชื่อดั้งเดิม

มีความเชื่อสุดแฟนตาซีหลายอย่างที่ถูกแต่งเติมขึ้นมาในยุคกลาง เพื่อให้แม่มดดูชั่วร้ายยิ่งขึ้น เพราะคนสมัยนั้นไม่เข้าใจสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งปวง

แม้แต่โรคร้ายบางชนิด พวกเขาก็โทษว่าเป็นฝีมือของแม่มดและปีศาจด้วยซ้ำ

เพราะเหตุนี้เอง จึงมีการสร้างเรื่องราวแสนวิเศษให้แม่มด จนกลายเป็นภาพจำสุดพิสดารไปจนถึงยุคปัจจุบันของเรา ทั้ง ๆ ที่แม่มดเป็นเพียงแค่วิถีชีวิตสุดแสนจะธรรมดาเท่านั้นเองค่ะ

พอผู้คนเริ่มหวาดกลัว… เมื่อนั้น ปีศาจในคราบมนุษย์ที่แท้จริงจึงเริ่มออกล่า

  • ในปี ค.ศ. 1140 นักบวชจอห์นแห่งซาลิสเบอรี (John of Salisbury) ได้เริ่มเขียนถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความจริง เรื่องแม่มดขี่ไม้กวาดตอนกลางคืน
  • ทศวรรษ 1230 เริ่มมีการสอบสวนและกวาดล้างกลุ่มนอกรีตในยุโรป ไม่กี่ปีถัดมา สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 4 (Pope Alexander IV) ก็ประกาศว่า การใช้เวทมนตร์และการติดต่อกับปีศาจเป็นการกระทำนอกรีต ทำให้ชาวนอกรีตในขณะนั้นถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแม่มดทั้งหมด
  • ปลายศตวรรษที่ 12 นักบุญโธมัส อาไควนัส (Thomas Aquinas) ได้เขียนไว้ในหนังสือ ‘ซุมมา ธีโอโลจีเอ (Summa Theologiae)’ ว่า การไปหาปีศาจและทำสัญญากับปีศาจถือเป็นการละทิ้งศาสนา ซึ่งตำราเล่มนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทฤษฎีทางเทววิทยา นำไปสู่การล่าแม่มด
Summa Theologiae

(หนังสือเรื่อง ‘ซุมมา ธีโอโลจีเอ (Summa Theologiae)’เขียนโดย นักบุญโธมัส อาไควนัส (Thomas Aquinas) เมื่อปี ค.ศ. 1196)

  • ต้นศตวรรษที่ 14 การกวาดล้าง อัศวินเทมพลาร์ (Knight Templar) หรือ คณะทหารคริสตชน ได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยข้อกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นกลุ่มพ่อมดนอกรีต ภักดีต่อปีศาจ
Templar

(อัศวินเทมพลาร์ (Knight Templar) หรือ คณะทหารคริสตชน)

  • ในปี ค.ศ. 1316-1334 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 12 (Pope John XXII) ออกโองการหลายฉบับที่ล้วนกล่าวหาไสยลัทธิ และการทำสัญญากับปีศาจ
  • ทศวรรษ 1340 มีกาฬโรคระบาดไปทั่วยุโรป ผู้คนล้มตายมหาศาล และเหล่าจำเลยที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นต้นตอให้เกิดโรคระบาดคือชาวยิว ชาวลัทธิโมฮัมหมัด และ แม่มด ไม่นานก็มีการระบาดของเชื้อซิฟิลิส (Syphilis) ตามมาอีก ผู้คนที่ไม่เข้าใจในโรคใหม่ต่างรุมประณามแม่มดกันถ้วนหน้า
กาฬโรค

(ภาพกาฬโรค (Black Death) ที่ระบาดหนักไปทั่วยุโรป ในช่วงปี ค.ศ. 1347-1467)

  • ประมาณทศวรรษ 1450 คริสตจักรคาธอลิกออกโองการกล่าวหาชาวคาธาร์ว่าเป็นพวกนับถือไสยลัทธิ
  • ในปี ค.ศ. 1486 นักบวชของคริสตจักรสองคนชื่อ ไฮน์ริช เครเมอร์ (Heinrich Kramer) และ จาค็อบ สเปรงเจอร์ (Jacob Sprenger) ได้เขียนหนังสือในภาษาละตินเรื่อง ‘มัลเลอุส มาเลฟิการุม (Malleus Maleficarum)’ แปลว่า ‘ค้อนของแม่มด (Hammer of Witches)’ อันก่อให้เกิดกระแสการล่าแม่มดขึ้นไปทั่วภาคพื้นทวีป ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เลยล่ะ
Heinrich Kramer

(ภาพ ไฮน์ริช เครเมอร์ (Heinrich Kramer))

Jacob Sprenger

(ภาพ จาค็อบ สเปรงเจอร์ (Jacob Sprenger))

ความเลวร้ายแห่ง ‘ค้อนของแม่มด’

Malleus Maleficarum

(หนังสือเรื่อง ‘มัลเลอุส มาเลฟิการุม (Malleus Maleficarum)’ แปลว่า‘ค้อนของแม่มด (Hammer of Witches)’ เขียนโดย ไฮน์ริช เครเมอร์ (Heinrich Kramer) และ จาค็อบ สเปรงเจอร์ (Jacob Sprenger) ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหนังสือที่เลวร้ายที่สุดในโลก)

หลังจากตีพิมพ์ หนังสือเรื่องค้อนของแม่มดได้รับความนิยมอย่างมาก และเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากนวัตกรรมการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ของ โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg)

อีกทั้ง หนังสือเรื่องนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพระสันตะปาปา, เหล่าคณาจารย์จากคณะเทววิทยา แห่งมหาวิทยาลัยโคโลญน์ และจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 1 (Maximilian I) แห่งจักรวรรดิโรมัน

ก็ยิ่งตอกย้ำความน่าเชื่อถือของหนังสือ จนก่อให้เกิดแรงกระตุ้นในการทำลายล้าง

หนังสือได้พัฒนารายละเอียดทางกฎหมาย ทฤษฎีทางเทววิทยา และวิธีปฏิบัติของศาลสงฆ์เพื่อกวาดล้างแม่มด

รวมถึงบอกวิธีทรมาน การลงโทษประหารเพื่อแก้ไขความชั่วร้าย เนื้อหาภายในเล่มได้ยกระดับลัทธินอกรีตธรรมดาให้กลายเป็นอาชญากรรม และหนังสือเล่มนี้ยังกลายเป็นคู่มือสอบสวนแม่มดของศาลทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน

ในหนังสือแนะแนวการทรมานเหล่าแม่มดด้วยการเผาทั้งเป็น

(ในหนังสือแนะแนวการทรมานเหล่าแม่มดด้วยการเผาทั้งเป็น)

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ได้ตั้งข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

หนึ่งในนั้นคือเรื่องชื่อของจาค็อบ สเปรงเจอร์ ในฐานะผู้ร่วมเขียน ที่เพิ่งถูกเพิ่มชื่อเข้ามาเมื่อปี ค.ศ. 1519 (33 ปี หลังจากตีพิมพ์ และ 24 ปีหลังจากเขาเสียชีวิต)

ความจริงคือ จาค็อบกับไฮน์ริชนั้นเป็นศัตรูกัน ทั้งคู่ได้รับการแต่งตั้งจาก พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 8 (Pope Innocent VIII) ให้เป็นผู้สอบสวนแม่มดในเยอรมนีภาคใต้ เมื่อปี ค.ศ. 1484 ตามโองการ ‘Summis desiderantes affectibus’

ในการสอบสวนแม่มดต้องสงสัยชื่อ เฮเลนา สชูเบอริน (Helena Scheuberin) ครั้งแรกของไฮน์ริช ที่เมืองอินน์สบรูค (Innsbruck) เขาได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอ

เป็นเหตุให้ผู้ร่วมไต่สวนคนอื่น ๆ ระงับการพิจารณาคดี และขับไล่ไฮน์ริชออกจากเมือง

นักประวัติศาสตร์ชื่อ วูล์ฟกัง เบห์ริงเจอร์ (Wolfgang Behringer) ยังได้ระบุด้วยว่า จาค็อบพยายามยับยั้งกิจกรรมของไฮน์ริชทุกวิถีทาง เช่น ห้ามไฮน์ริชเทศนาธรรม ห้ามที่ประชุมในจังหวัดต้อนรับเขา แม้กระทั่งคอยแทรกแซงงานของไฮน์ริชเสมอ

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงตั้งข้อสงสัยว่า ที่หนังสือเล่มนี้มีชื่อของจาค็อบเป็นผู้ร่วมเขียนด้วย ก็เพราะไฮน์ริชต้องการแก้แค้นเขานั่นเอง

หนังสือเรื่องค้อนของแม่มดได้กล่าวหาว่าแม่มดทำผิดจารีตหลายประการ เช่น ทำสัญญากับปีศาจ, มีความสัมพันธ์ทางเพศกับปีศาจ, เข้าร่วม พิธีซับบาธ (Sabbath), ประกอบพิธีกรรมทางไสยเวท และสังหารเด็กเพื่อบูชายัญ เป็นต้น

Sabbath
Sabbath

(ภาพจากหนังสือแสดงให้เห็นการประกอบพิธีกรรมของเหล่าแม่มด ทั้งการสังหารเด็กเพื่อบูชายัญ, การจูบก้นปีศาจ, การกระทืบทำลายไม้กางเขน และการร่วมพิธีซับบาธ (Sabbath))

ช่วงปลายยุคกลาง ความเชื่อเกี่ยวกับแม่มดยิ่งถูกสร้างภาพให้แฟนตาซียิ่งขึ้นไปอีก

จากวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่างธรรมดาสามัญ แม่มดเริ่มกลายเป็นผู้ใช้เวทมนตร์มหัศจรรย์ แปลงกายได้ บินได้ ร่ายคำสาปได้ จนกลายเป็นภาพจำที่ถูกถ่ายทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

การกล่าวหาเช่นนี้ ยิ่งกระตุ้นให้คนในสังคมหวาดกลัวแม่มดมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนภาพแม่มดที่ผู้คนคุ้นเคยให้กลายเป็นภาพปีศาจชั่วร้าย

ความบ้าคลั่งนี้ไต่ระดับมาจนถึงจุดสูงสุดในช่วงปี ค.ศ. 1560-1660 เนื่องจากความแพร่หลายของแท่นพิมพ์ที่ช่วยกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็วจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

Familiar
Familiar

(ภาพแม่มดที่หนังสือกล่าวว่าพวกเธอบินได้ และกำลังให้อาหารเหล่าภูตรับใช้ (Familiar) ซึ่งความคิดสุดแฟนตาซีเหล่านี้ได้กลายมาเป็นภาพจำของแม่มดจนถึงยุคปัจจุบัน)

ปีศาจเริงร่า กับวีรบุรุษผู้มอดไหม้ทั้งเป็น

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องทุรนทุราย ของผู้ที่เพรียกหาความตายอันเป็นสุขกว่าการมีชีวิตอยู่

ผู้ที่ได้กำไรมากที่สุดเห็นจะเป็น ‘นักล่าแม่มด’

‘แมทธิว ฮ็อบกินส์ (Matthew Hopkins)’ เป็นนักล่าแม่มดมืออาชีพชาวอังกฤษในยุคพิวริตัน (Puritan)

The Discovery of Witches

(ภาพนิตยสาร The Discovery of Witches (การค้นพบแม่มด) ที่จัดพิมพ์โดย แมทธิว ฮ็อบกินส์ (Matthew Hopkins) นักล่าแม่มด’  เพื่อประโยชน์ของคนทั้งอาณาจักร)

วิธีการล่าแม่มดของแมทธิวนั้น เขาจะเข้าไปในหมู่บ้าน มองหาคนที่ศาสนจักรไม่ชอบหน้า และรายงานว่าเขาคนนั้นเป็นแม่มด

เหยื่อจะถูกจับตัวมาทรมาน พอถูกตัดสินโทษเมื่อไหร่ แมทธิวก็จะได้รางวัลตอบแทน ซึ่งเหยื่อทั้งหมดมักจะสารภาพ เพราะพวกเขารู้ดีว่า การตาย เป็นสุขกว่าการถูกทรมานนัก

แม้พวกเขาจะไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับไสยลัทธิ ไม่เคยเห็นแม่มดมาก่อน มีความรู้ด้านสมุนไพรเล็กน้อย และชอบคุยเล่นกับแมวก็ตาม

บ่อยครั้งที่มีผู้พยายามยับยั้งภาวะคลั่งการล่าแม่มดของผู้คน เช่น กรณีของนักปรัชญาชื่อ ‘จิออร์ดาโน บรูโน (Giordano Bruno)’

เขากล่าวคำที่ เซนต์ออกัสติน (St. Augustine) เคยกล่าวว่า แม่มดเป็นเพียงสตรีที่มีอาการหลอนเท่านั้น ก่อนเขาจะถูกจับเผาทั้งเป็น

ซึ่งก็มีแพทย์หลายคนที่ยอมเสี่ยงชีวิตสนับสนุนเขา และต่อต้านการล่าแม่มดเช่นกัน

พวกเขาเหล่านี้ถือเป็นผู้กล้า ชาญฉลาด และเป็นวีรบุรุษอย่างแท้จริง

Giordano Bruno

(อนุสาวรีย์ของ ‘จิออร์ดาโน บรูโน (Giordano Bruno)’ ในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของนักคิดอิสระ และการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี)

มีแต่ผู้หญิงที่ถูกกล่าวหา ?

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ พบว่าราว 75-80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ถูกประหารเป็นผู้หญิง

บางครั้งและบางพื้นที่ ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชาย แต่ชายเหล่านี้ก็ถูกสงสัยเพราะติดต่อกับผู้หญิงที่ถูกกล่าวหา

ที่เป็นเช่นนี้เพราะคริสตจักรเชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ อ่อนไหว จึงถูกปีศาจหลอกลวงได้ง่าย

พวกเขายึดติดกับตำนานที่อีฟถูกปีศาจล่อลวงให้กินแอปเปิลในสวนอีเดน

ไฮน์ริช ผู้เขียนหนังสือเรื่องค้อนของแม่มด เชื่อว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ชั่วร้าย เป็นจอมยั่วยวนฉ้อฉล มีแต่กิเลสตัณหา มีศรัทธาอ่อนแอกว่าผู้ชาย

ขณะที่ข้อเสียของผู้ชายคือชอบใฝ่หาอำนาจ

ดังนั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงมีแนวโน้มจะเป็นแม่มด และหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งความชั่วช้านี้ได้ คือต้องค้นหาและทำลายเหล่าแม่มดให้สิ้นซาก

ขณะที่นักมานุษยวิทยาให้เหตุผลว่า สาวโสด หญิงหม้าย และหญิงชราที่ไม่ยอมส่งมอบมรดกให้แก่ผู้สืบทอดที่เป็นผู้ชาย

อาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะกำจัดเธอให้พ้นทาง

บ้างก็ว่า ผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นคนยากจน หรือเป็นคนชายขอบของสังคม

คนชายขอบ หมายถึง คนที่อยู่ห่างไกลจากสังคม มักหมายถึงผู้ที่ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับบริการหรือความคุ้มครองจากรัฐอย่างที่คนอื่น ๆ ได้รับ

ต้องดูแลตนเอง และมีวัฒนธรรมของตนเองที่อาจจะแตกต่างจากวัฒนธรรมของคนในเมือง

ซึ่งคนที่คลั่งการล่าแม่มดสามารถกล่าวหาพวกเธอได้ง่ายดาย เมื่อเทียบกับการกล่าวหาผู้ชาย

Disobedient bodies

(ภาพ Disobedient bodies (ศพที่ไม่เชื่อฟัง)แสดงให้เห็นการแขวนคอแม่มดในสก็อตแลนด์ที่มีแต่ผู้หญิง เมื่อปี ค.ศ. 1678 ภาพโดย : The Granger Collection / Alamy)

การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นในช่วงยุคกลาง (Medieval Period) ได้พุ่งถึงจุดสูงสุดของช่วงสงครามศาสนาในยุโรป ประมาณระหว่างปี ค.ศ. 1580-1630 หลังจากนั้นก็ยังเกิดขึ้นบ้างประปรายจนถึงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18

แต่การล่าที่เกิดขึ้นนี้ มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่หรือในช่วงเวลาที่การควบคุมจากส่วนกลางอ่อนแอล้มเหลว หรือช่วงว่างเว้นทางอำนาจระหว่างรอยต่อของการผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการปกครอง

เช่น การล่าแม่มดในอังกฤษ เกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองของประเทศ, การล่าแม่มดครั้งใหญ่ในสก็อตแลนด์ เกิดขึ้นเมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกแทนที่ด้วยกระบวนการยุติธรรมของอังกฤษ,

การล่าแม่มดที่ซาเล็ม (Salem) ในอเมริกา เกิดขึ้นในช่วงผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการปกครอง

เมื่อระบบการปกครองฟื้นตัว การล่าก็ยุติลง

‘ซาเล็ม’ ที่ซึ่งปีศาจอาละวาด !

มีคดีสุดฉาวมากมายเกี่ยวกับการล่าแม่มดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกคดีจบลงที่มีผู้เสียชีวิตจากการถูกทรมานไม่ต่ำกว่า 50-100 คน

แต่หนึ่งในคดีการล่าแม่มดที่โด่งดังล่าสุดในประวัติศาสตร์ คือ คดีแม่มดแห่งซาเล็ม (Salem Witch Trials)

George H. Walker

(ภาพการตัดสินคดีแม่มดในศาลสงฆ์ของซาเล็ม ตีพิมพ์โดย จอร์จ เอช วอล์กเกอร์ (George H. Walker) ในปี ค.ศ. 1892)

คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1692 ในสหรัฐอเมริกา หลังจากชาวยุโรปได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่นั่นในฐานะรัฐอาณานิคมแล้ว พวกเขายังพาความเชื่อเรื่องแม่มดข้ามมหาสมุทรไปด้วย

ซาเล็ม (Salem) เป็นชุมชนซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองอาณานิคมที่อ่าวแมสซาชูเซตต์ราว 5-7 ไมล์

ชาวซาเล็มเป็นคริสตศาสนิกชนนิกายพิวริตันผู้เคร่งครัดในศาสนา พวกเขามีโบสถ์ประจำชุมชน ในปี ค.ศ. 1689 ยังได้ว่าจ้าง ซามูเอล ปาร์รีส (Samuel Parris) มาเป็นพระอธิการประจำโบสถ์ด้วย

เรื่องราวอื้อฉาวของคดีแม่มดแห่งซาเล็ม เกิดขึ้นจากสาเหตุที่สุดแสนจะธรรมดาต่อไปนี้เอง

ณ ชุมชนแห่งนั้น มีเด็กสาวกลุ่มหนึ่งที่มักจะนัดพบกันที่บ้านหลังหนึ่ง เป็นการสังสรรค์ทางสังคมตามปกติทั่วไป แต่สำหรับชาวนิกายพิวริตันที่มักพบปะกันเฉพาะที่โบสถ์ นี่ถือเป็นเรื่องไม่ปกติเลยแม้แต่น้อย

ในกลุ่มที่มาพบปะกัน มีบุตรสาววัย 9 ขวบของซามูเอล หลานสาววัย 11 ขวบของเขา และทาสหญิงของซามูเอลชื่อ ทิบูลา (Tibula) วัย 20 ปี จากหมู่เกาะเวสต์อินดีส ซึ่งเธอมีสามีแล้ว

เพื่อสร้างความสนุกสนานให้เหล่าเด็กสาวคนอื่น ๆ ทิบูลาได้เลือกเกมเวทมนตร์ที่นำมาจากหมู่เกาะบ้านเดิมของเธอมาเล่น

เธอนำไข่สีขาวฟองหนึ่งวางลงบนถ้วยแทนลูกแก้วคริสตัล จากนั้นก็ร่ายคาถา สมมุติเอาว่าจะได้เห็นหน้าเนื้อคู่ของใครสักคนลอยอยู่ในนั้น

แม้จะเป็นเรื่องสนุกไร้เดียงสา แต่บรรดาเด็กสาวก็ตื่นตะลึงด้วยความกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติ และมองว่านี่เป็นบาปมหันต์ พวกเธอต้องเก็บมันไว้เป็นความลับ แม้แต่เด็กที่อายุน้อยที่สุดก็ห้ามบอกเรื่องนี้กับครอบครัวเด็ดขาด

ถึงอย่างนั้นพวกเธอก็ยังคงนัดพบกัน และเล่นพิเรนทร์แบบนี้กันอยู่เรื่อยมา

กาลเวลาผ่านไป ความกังวลและเก็บกดกลัวจะถูกจับได้ก็เริ่มกัดกินภายใน จนเด็กสาวสองคนในกลุ่มล้มป่วย ทุกคนที่พบเห็นต่างพูดกันว่าพวกเธอถูกผีสิง

แพทย์ชื่อ วิลเลียม กริกส์ (William Griggs) ผู้เป็นลุงของหนึ่งในเด็กสาวที่ล้มป่วยบอกว่า นี่ไม่ใช่อาการทางกาย แต่มีสาเหตุมาจากดวงตาอันชั่วร้ายของแม่มด !

หลังจากนั้น ซามูเอลก็ได้โอกาสเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ เขาเริ่มปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านแม่มดที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน

ทุกคนเริ่มเชื่อว่าแม่มดสามารถสั่งให้ปีศาจเข้าสิงร่างและทรมานเหยื่อได้ ปีศาจทำให้วิกลจริต ร่างกายบิดเบี้ยว และทำให้คนฆ่าตัวตาย

ถึงอย่างนั้น ทุกคนกลับไม่เคยคิดถึงเรื่องโรคที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน เช่น ลมบ้าหมู หรือโรคสมองเสื่อม ที่ทำให้เกิดอาการชักเหมือนถูกผีสิง กล้ามเนื้อบิดเบี้ยว หรือแม้แต่อาการกลัวแม่มดขึ้นสมองจนต้องสร้างเรื่องโกหกขึ้นมา

ในการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องสงสัยคนแรกคือทิบูลาและสามีของเธอ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ทิบูลาก็ยอมรับว่าเธอทำเสน่ห์ใส่กลุ่มเด็กสาว

แล้วยังเปิดเผยชื่อของผู้สมรู้ร่วมคิดอีกสองคน คือ ซาราห์ กู๊ด (Sarah Good) และ ซาราห์ ออสเบิร์น (Sarah Osburn) ทันทีที่เอ่ยชื่อนี้ กลุ่มเด็กสาวที่เหลือก็พลันตอบว่า ใช่ !

หลังจากนั้นก็มีเด็กสาวคนอื่น ๆ ล้มป่วยเพราะถูกผีสิงเพิ่มอีกหลายคน

ทิบูลาถูกจับกุม และสอบสวนเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1692 คำสารภาพของเธอกระตุ้นให้เกิดภาวะกระหายการล่าแม่มดลามไปทั่วเมืองแมสซาชูเซตต์

ทิบูลายืนยันว่ายังมีแม่มดคนอื่นอีก แต่ไม่รู้ว่ามีใครบ้าง ขณะที่กลุ่มเด็กสาวบอกว่ามีบางชื่อที่พวกเธอเคยได้ยิน คือ รีเบคกา เนิร์ส (Rebecca Nurse), มาร์ธา โคเรย์ (Martha Corey) และ ลูกสาววัย 4 ขวบของซาราห์ กู๊ด

การสอบสวนนำไปสู่การจับกุมแบบลูกโซ่ โดยมี จอห์น ฮาธอร์น (John Hathorne) และ โจนาธาน คอร์วิน (Jonathan Corwin) ที่ถูกจับกุมเพิ่มในข้อหาพ่อมด เพราะพวกเขาชูกำปั้นในศาล

ผู้คนเริ่มกล่าวหาเพื่อนบ้านของตัวเองโดยไร้หลักฐาน ไม่มีคนกล้าคัดค้านเพราะกลัวโดนสงสัยและถูกจับกุม ส่วนคนที่เหลือก็เข้าร่วมกระบวนการล่าแม่มด

จำเลยที่ถูกตัดสินโทษประหารคนแรก เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1692 คือ บริดเจ็ต บิชอป (Bridget Bishop) เธอถูกแขวนคอหลังการตัดสิน 8 วัน บนเนินเขาที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘เนินตะแลงแกง (Gallows Hill)’

Bridget Bishop

(สุสานของ บริดเจ็ต บิชอป (Bridget Bishop)ที่ยังคงมีผู้คนแวะเวียนไปอาลัยถึงการจากไปของเธอเสมอ)

สามเดือนต่อมา มีผู้คนกว่า 18 รายถูกแขวนคอ, จำเลยจำนวนมากเสียชีวิตในคุก ระหว่างรอการตัดสินคดี, ซาราห์ กู๊ด คลอดลูกในห้องขัง,

ชายชราคนหนึ่งถูกทรมานถึงสองวันเต็ม ก่อนจะถูกทับด้วยของหนักจนเสียชีวิต ผู้ต้องหาบางคนหลบหนีไปได้ ขณะที่ทิบูลาถูกขายต่อไปยังเวอร์จิเนีย

ภาพรวมระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1692 – เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1693 มีผู้คนกว่า 200 รายถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดพ่อมด และราว 20 คน ถูกตัดสินประหารชีวิต

ระหว่างการพิจารณาคดี คอทตัน แมเธอร์ (Cotton Mather) ผู้ควบคุมการพิจารณาคดี ตัดสินใจให้ใช้ ‘หลักฐานที่เป็นปีศาจ (Spectral evident)’ ในศาลได้

Cotton Mather

(จดหมายของ คอทตัน แมเธอร์ (Cotton Mather) ที่เขียนถึง สตีเฟน ซีวอลล์ (Stephen Sewall) เพื่อขอให้เขาชี้จุดสังเกตต่าง ๆ ของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดระหว่างการพิจารณาคดี รวมถึงขอวิธีหาหลักฐานและความน่าเชื่อถือของคนที่สารภาพว่าตนเองเป็นแม่มดด้วย

ถ้าหากภาพแม่มดปรากฏต่อเหยื่อที่ถูกผีสิง จะแปลว่าแม่มดมีความผิดต่อข้อกล่าวหาจริง นั่นหมายความว่า ศาลยอมรับภาพลวงตาเป็นหลักฐาน ดังนั้น ข้อแก้ตัวใด ๆ ก็ไร้ประโยชน์

การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างไร้หลักการ ศาสนจักรไร้ความเมตตา จนในที่สุด โรเบิร์ต ไพค์ (Robert Pike) และ จอห์น ฟอสเตอร์ (John Foster) สมาชิกในคณะรัฐมนตรีของผู้ว่าราชการรัฐอาณานิคม ได้เขียนจดหมายคัดค้านการพิจารณาคดี

รวมถึงชาวเมืองจากรัฐใกล้เคียงอื่น ๆ และนักบวชในนิวยอร์ก ก็ได้ร่วมคัดค้านและประณามศาลในซาเล็มเช่นกัน

กระทั่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1693 ผู้ว่าราชการรัฐก็สั่งอภัยโทษเหล่าแม่มดทั้งหมด ปล่อยตัวทุกคนออกจากที่คุมขัง

ไม่ทันไรความรุนแรงก็จางหายไปราวกับสายลม ไม่มีใครออกมารับผิดชอบต่อความโหดร้ายที่เกิดขึ้น

ทุกคนต่างยกข้ออ้างมาปลอบใจตัวเองว่า เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของพวกเขา แต่ล้วนเป็นฝีมือของปีศาจต่างหาก ที่บันดาลให้มันเป็นไป

Gallows Hill Park

(ภาพสวนสาธารณะเนินตะแลงแกง (Gallows Hill Park) ที่ซาเล็มในปัจจุบัน ถ่ายโดย รีเบ็กกา บรู็คส์ (Rebecca Brooks))

จากที่อ่านข้อมูลเรื่องการล่าแม่มด ค่อนข้างเป็นหัวข้อที่สะเทือนอารมณ์มากทีเดียวค่ะ น่าสงสารผู้คนที่เสียชีวิตไป สังเวยให้กับความโง่งมของสังคม สงสารอย่างกับว่าเหตุการณ์เหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานด้วยซ้ำ

ฉันขอภาวนาถึงวิญญาณผู้เสียชีวิตทุกคน ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี และถึงทุกคนที่ได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขา ก็มาช่วยภาวนาให้พวกเขามีความสุขในสัมปรายภพกันนะคะ

จากหัวข้อการล่าแม่มดที่เอาแต่ทำลายผู้คนน่าสงสัยโดยไร้มูลความจริง ฉันก็อยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับเหล่าแม่มดพ่อมดตัวจริงเสียงจริงในประวัติศาสตร์

เพราะความจริงแล้ว พวกเขาไม่ใช่คนเลวร้ายน่ากลัวเลยค่ะ

พวกเขาต่างเป็นนักนิเวศวิทยา เป็นนักคิดผู้ทรงความรู้ เป็นนักปรัชญา และเป็นคนใจดีที่อยากจะถ่ายทอดความรู้ที่พวกเขาได้ค้นพบให้ทุกคนได้สืบทอดต่อ ๆ ไปด้วย

แม่มดพ่อมดตัวจริง ในประวัติศาสตร์ !

Aleister Crowley
  • อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ (Aleister Crowley) ( ค.ศ. 1875-1947)

อลิสแตร์เป็นนักไสยเวท นักเขียน นักปรัชญา และนักมายากล เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับไสยศาสตร์หลายเล่ม และพัฒนาวิธีการปฏิบัติและประกอบพิธีกรรมที่มีมนต์ขลังต่าง ๆ ด้วย

Helena Blavatsky
  • เฮเลนา บลาวัตสกี (Helena Blavatsky) (ค.ศ. 1831-1891)

เฮเลนาเป็นบุคคลสําคัญในขบวนการทางจิตวิญญาณและไสยศาสตร์ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เธอร่วมก่อตั้งสมาคมปรัชญา และเขียนหนังสือเพื่อเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาลึกลับ

Marie Laveau
  • มารี ลาโว (Marie Laveau) (ค.ศ. 1801-1881)

มารีเป็นที่รู้จักในนาม ‘ราชินีวูดู’ และเป็นที่เคารพนับถือในความสามารถทางจิตวิญญาณและการรักษา เธอมีวิธีการปฏิบัติทางไสยเวทที่ผสมผสานประเพณีทางจิตวิญญาณของแอฟริกา ยุโรป และชนพื้นเมืองเข้าด้วยกัน

Gerald Gardner
  • เจอรัลด์ การ์ดเนอร์ (Gerald Gardner) (ค.ศ. 1884-1964)

เจอรัลด์มักถูกเรียกว่า ‘บิดาแห่งคาถาสมัยใหม่’ หรือ ‘บิดาแห่งวิกคา’ เขามีบทบาทสําคัญที่ทําให้วิกคากลายเป็นที่นิยม และพัฒนาระบบคาถาทางศาสนา ที่มีโครงสร้างตามความเชื่อก่อนคริสตศักราช คติชนวิทยา และเวทมนตร์ในการประกอบพิธีกรรม

Paracelsus
  • พาราเซลซัส (Paracelsus) (ค.ศ. 1493-1541)

พาราเซลซัสเป็นแพทย์ เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ และนักปรัชญาชาวสวิตเซอร์แลนด์ เขาศึกษาวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ และเชื่อในพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของการเล่นแร่แปรธาตุ เขาถูกมองว่าเป็นผู้บุกเบิกในด้านความรู้ทางการแพทย์แห่งศาสตร์ลึกลับ

*

ก่อนที่ฉันจะได้ศึกษาศาสตร์แห่งแม่มด ฉันก็เข้าใจเหมือนทุกคนเลยค่ะ ว่าแม่มดพ่อมดต้องเป็นผู้มีคาถามหัศจรรย์ มีพลังลี้ลับ พวกเขาอาจจะบินได้โดยใช้ไม้กวาดหรือคราดในสวน และมีเพื่อนเป็นสัตว์วิเศษ

แต่หลังจากที่ได้ศึกษาพวกเขาอย่างแท้จริง กลับกลายเป็นว่า พวกเขาเป็นอะไรที่ช่าง ‘ธรรมดา’ มาก ๆ เลยค่ะ

แม่มดเป็นเพียงคำเรียกวิถีชีวิตของผู้คนที่เชื่อมต่อพลังในตนเข้ากับพลังงานธรรมชาติ… แต่รู้ไหมคะ ว่าความ ‘ธรรมดา’ นี่แหละ ที่เปี่ยมไปด้วย เวทมนตร์มหัศจรรย์

คุณอาจจะเคยได้ยินทริกแปลก ๆ อย่าง ถ้าแมวไม่กลับบ้าน ให้บอกแมวจรจัดช่วยเรียกให้ หรือถ้าหาของไม่เจอ ให้ลองเคาะบอกตัวเองในโลกคู่ขนานให้หาให้ (เผื่อแม่ไม่อยู่บ้านนะคะ) เป็นต้น

นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เราลืมสังเกตเวทมนตร์รอบตัว เพราะเมื่อใดที่เราสนใจและสังเกตธรรมชาติมากพอ เราอาจพบความมหัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ ชนิดที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลยค่ะ !

มาลินทร์, แม่มดฝึกหัด

บรรณารักษ์

*

บรรณานุกรม

อัคนี มูลเมฆ. (2565). แม่มด: ประวัติศาสตร์แห่งไสยเวท (Witchcraft History). (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป.

Canon episcop. สืบค้นจาก : www.medievista.it

Thomas Aquinas’ Summa Theologica. สืบค้นจาก : www.brandeis.edu

Malleus Maleficarum. สืบค้นจาก : www.dianesavonaart.com

Letter by Cotton Mather, 1692 Sept. 20, Boston [Mass.], to Stephen Sewall. สืบค้นจาก : digital.americanancestors.org

Loading

ผู้เขียน

  • Malyn

    แม่มดฝึกหัดตัวน้อย ผู้หลงใหลในเรื่องลึกลับสุดหัวใจ

    View all posts

One thought on “แม่มด

  1. Pingback: แวมไพร์ (Vampire) | ห้องสมุดเทพนิยาย - Tales Reader

Comments are closed.